2007/Feb/09

รัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔: ทำลายประชาธิปไตย เหลือไว้แต่เสรีนิยม

เหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ไม่สามารถแยกขาดจากการรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ได้ เนื่องจากทั้งหมดคือกระบวนการเดียว จากความพยายามในการรื้อฟื้นระบอบอำมาตยาธิปไตย แต่ สังคมไทยในขณะนั้น ก็ไปไกลเกินกว่าที่จะยอมรับได้ จึงเกิดกระบวนการต่อต้าน/ขัดขืน จนปะทุเป็นเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕

ถึงแม้มูลเหตุที่จริงของการรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ นั้นจะเกิดจากความขัดแย้ง ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่ง พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล แกนนำคนสำคัญของ รสช. ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ทั้งหมดเกิดจากความขัดแย้งในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารเท่านั้น แต่ รสช. ซึ่งสมาชิกหลักคือกลุ่ม จปร. ๕ หรือรู้จักกันในนามกลุ่ม ๐๑๔๓ [กลุ่มนายทหาร ตำรวจ ที่จบการศึกษาในปี ๒๕๐๑ ที่มาจาก ๔ เหล่า ๓ กองทัพ] ก็ฉลาดพอที่จะหยิบยกเอาปัญหาคอร์รัปชัน มาอำพรางเป้าหมายที่แท้จริง เพื่อจะชี้ชวนให้ประชาชนเห็นว่า ปัญหาประชาธิปไตยไม่สำคัญเท่ากับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ประกาศ รสช. ฉบับที่ ๒๖ จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมือง ที่มี พล.อ. สิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธาน ประกาศอายัดทรัพย์สินนักการเมือง ๒๕ คน จาก ๗ พรรคการเมือง เพื่อตรวจสอบว่าทรัพย์สินทั้งหมด ได้มาโดยชอบหรือไม่ จึงได้รับการตอบรับได้เป็นอย่างดี

ต่อมา รสช. ได้ตั้งรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเป็นรัฐบาลพลเรือนขึ้นมาบริหาร สิ่งที่รัฐบาลอานันท์ไม่มีความแตกต่างกับรัฐบาลชาติชาย ก็คืออุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมั่นในวิถีทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ สภานิติบัญญัติที่ถูก รสช. อุปโลกน์ ขึ้น จึงเป็นตรายางอย่างดี สำหรับการการออกกฎหมาย ที่เอื้อต่อวิถีทางดังกล่าว ระยะเวลาเพียงหนึ่งปี มีกฎหมายออกมา ๕๐๕ ฉบับ เป็นกฎหมายเศรษฐกิจ ๓๓๗ ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การเปิดรับวิถีทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ จนสื่อมวลชนต่างประเทศ ถึงกับเรียกรัฐบาลชุดนี้ว่า รัฐบาลในฝันของธนาคารโลก

แต่กับปัญหาประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนกลับไม่ได้รับการแก้ไข การเลือกตั้งที่ รสช. เคยให้สัญญาว่าจะมีในปี ๒๕๓๔ ก็ถูกเลื่อนออกไป การแยกสลายพลังมวลชน ก็เกิดขึ้นโดยอาศัยอำนาจรัฐ ดังกรณีรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ได้ส่งร่าง พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ให้สภานิติบัญญัติพิจารณา ผ่านสามวาระรวด ในหนึ่งวัน ตามมาด้วยการประกาศ รสช. ฉบับที่ ๕๔ เพื่อจำกัดขอบเขตการเคลื่อนไหวของกรรมกร ผลจากการกระทำดังกล่าว เป็นสาเหตุของความอ่อนแอ ของขบวนการกรรมกรไทย ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

การดำเนินโครงการจัดสรรที่ดินทำกิน ให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ในชนบท (คจก. แท้จริงก็คือการขับไล่ประชาชน ที่มีที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนกว่า ๑๐ ล้านคน ถึงแม้โครงการดังกล่าว จะเป็นนโยบายต่อเนื่องจากรัฐบาลชาติชาย แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึก และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน. เป็นผู้ดูแล จึงได้มีการใช้ความรุนแรงกับประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการอย่างอุกอาจ

รสช. ยังไม่หยุดเพียงแค่การครองอำนาจเพียงชั่วคราวเท่านั้น แผนการสืบทอดอำนาจได้มีการวางไว้อย่างแยบยล ไม่ว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้แกนนำ รสช. สามารถดำรงตำแหน่งได้, การโยกย้ายนายทหารระดับสูง ที่มีการวางตัวบุคคลที่ รสช. ให้การสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งยาวนานถึงกว่า ๑๐ ปี, หรือการจัดตั้งพรรคสามัคคีธรรม โดย รสช. ให้การสนับสนุน ซึ่งพรรคสามัคคีธรรม เป็นที่รวมของเจ้าพ่อท้องถิ่น และนักการเมืองที่เคยอยู่ร่วมรัฐบาล พล.อ. ชาติชายที่รสช. ได้ทำการรัฐประหารมาไว้ด้วยกัน

ทั้งนี้การตั้งพรรคการเมือง เพื่อรองรับอำนาจตนเอง ไม่ต่างจากเผด็จการรุ่นก่อน เช่น พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม พรรคสหภูมิ ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือพรรคสหประชาไทย ของจอมพล ถนอม กิตติขจร นอกจากนั้น รสช. ยังใช้เงื่อนไขการยึดทรัพย์นักการเมือง เพื่อต่อรองให้คนของตนเอง ไปดำรงตำแหน่งตาม พรรคการเมืองต่าง ๆ เช่น พล.อ.อ. สมบุญ ระหงษ์ เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย พล.ท. เขษม ไกรสรรณ์ เป็นเลขาธิการพรรคกิจสังคม

ขณะที่รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ได้รับการยอมรับมากขึ้น จากการพยายามสร้างภาพลักษณ์ความโปร่งใส ในการบริหาร ก็ยิ่งทำให้ความยอมรับใน รสช. ก็ยิ่งลดน้อยถอยลง

พร้อมกันนั้นกระแสประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ได้กลายเป็นกระแสความคิด และพลังทางการเมืองที่สำคัญ ภายหลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ เป็นต้นมา ส่งผลให้ความช่วยเหลือ และความร่วมมือที่ประเทศไทย ได้รับจากต่างประเทศก็ลดน้อยลง

ในภาคเศรษฐกิจ การที่ระบบเศรษฐกิจไทยเข้าไปสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลก อย่างแยกกันไม่ขาด ทำให้ภายหลังการรัฐประหาร ตลาดหุ้นตกมาทันที ๕๗ จุด การลงทุนจากต่างประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ - ตุลาคม ๒๕๓๓ มีผู้ขอการลงทุน ๗๙๔ ราย เป็นเงินลงทุน ๕๖๑,๔๗๕ ล้านบาท ช่วงเวลาเดียวกันหลังการรัฐประหารเหลือเพียง ๔๘๕ ราย จำนวนเงินเหลือเพียง ๑๙๒,๗๒๙ ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากความไม่แน่ใจสถานการณ์ทางการเมืองไทย ภายหลังรัฐประหาร สิ่งเหล่านี้ทำให้เสียงเรียกร้องให้ทหาร กลับเข้ากรมกองเริ่มดังขึ้นทุกขณะ

เดวคราวหน้าจาเปลี่ยนเรื่องและนะ เหอๆ

2007/Feb/06

เอ่อ... คือว่า ไม่ได้เข้ามาซะนาน (เกือบสองปีเอง) พอดีเพื่อนเอาบล้อกมาให้เม้น เลยลองเข้ามาดูของตัวเอง โอววว อัพมั่งดีกว่า 555

เริ่มเลยนะคับ

เปิดซิง (อีกครั้ง) ด้วย เหตุการณ์ที่ทุกคนคงจะจำกันได้ดีคับ "พฤษภาทมิฬ" นี่เอง

"ผ่านหกสิบปีไปเปล่าเปล่า หวังใดได้เล่าเฝ้าวาดหวัง สังคมมีแต่แผลเรื้อรัง กับซากปรักหักพังประชาธิปไตย"

บทรำพึงรำพันของกวีนิรนาม ปรากฏอยู่บนผนังตึกกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้าวันหลังเหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕
แน่นอนว่าระยะเวลากว่า ๖๐ ปีของประชาธิปไตย อาจจะเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แต่ประชาธิปไตยไทย ผ่านหกสิบปีไปเปล่าเปล่า จริงหรือ?
แม้ว่าประชาธิปไตยไทยเมื่อครบ ๖๐ ปี จะวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ทางการเมือง
รัฐประหาร -- รัฐธรรมนูญ - การเลือกตั้ง ---รัฐสภา --- วิกฤตการณ์ ---

๔๐ ปีแรก กลุ่มข้าราชการทั้งพลเรือนและทหาร สามารถรวมศูนย์อำนาจ ในการกำหนดนโยบาย ทางการเมืองและเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถ ล้มกระดานการเมืองไทย ด้วยการรัฐประหาร จึงเป็นที่มาชื่อเรียก ระบอบอำมาตยาธิปไตย
จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถึงแม้ตามมาด้วยการรัฐประหารที่นองเลือดเมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งหลายคนเมื่อมองกลับไปถึงกับอุทานด้วยความเสียดายว่า ๑๔ ตุลา มีเพียงกระเบื้องหลุดไปเพียง ๓ แผ่น แต่โครงสร้างทางการเมืองไทยยังเหมือนเดิม
แต่มุมมองของนักประวัติศาสตร์ เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ กลับมองว่า การเปลี่ยนแปลงที่ ๑๔ ตุลา นำมาสู่สังคมไทยนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เกินกว่าที่นักรัฐประหารคณะใด เผด็จการพลเรือนรุ่นใด ๆ จะหยุดยั้งพลังของมันลงได้ จาก ๑๔ ตุลา มาถึงทุกวันนี้ (แม้) เราไม่เคยเห็นรัฐบาลพลเรือนมั่นคงสักชุด แต่เราก็ไม่เคยมีรัฐบาลรัฐประหารที่มั่นคงเลยสักชุดเช่นกัน

ความล้มเหลวของรัฐบาลขวาจัด ธานินทร์ กรัยวิเชียร หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่สร้างความแตกแยกให้แก่สังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่าสังคมไทย ไปไกลเกินกว่าระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เต็มรูปแบบอีกต่อไป การประนีประนอมกันระหว่างพลังประชาธิปไตย (การเปิดเสรีภาพมากขึ้น การจัดตั้งพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา ฯลฯ) กับพลังอำมาตยาธิปไตย (บทบาทของวุฒิสภา ที่มาจากข้าราชการประจำ, นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ฯลฯ) จึงปรากฏชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ นี่เองจึงเป็นที่มาของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือที่บางคนเรียกว่า ระบอบเผด็จการครึ่งใบ

แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไร ระบอบดังกล่าวก็มีอายุเพียงหนึ่งทศวรรษเมื่อ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ต้องก้าวลงจากอำนาจภายหลังการเลือกตั้ง กรกฎาคม ๒๕๓๑

รัฐบาล พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศในขณะนั้น) จึงถือเป็นการเริ่มต้นระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ ซึ่งในที่นี้คือการการล่าถอย ของระบอบอำมาตยาธิปไตย และเปิดโอกาสให้กลุ่มพลังอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้มากขึ้น แต่ในระยะเปลี่ยนผ่านก็มิได้ราบรื่นนัก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงบรรยากาศช่วงนั้นว่า

"รัฐบาลชาติชายมาจากการเลือกตั้ง และไม่มีทหารอยู่ข้างตนเองเลย เราไม่มีทหารที่มีอุดมการณ์ผูกมัดตัวเอง อย่างเด่นชัดเข้ากับประชาธิปไตย รัฐบาลชาติชายต้องเร่งรีบเข้าไปหาประชาชน และพยายามให้ข้าราชการประจำทั้งทหาร และพลเรือนรับรู้ถึงสิ่งที่ชาวบ้านเดือดร้อน แล้วพยายามปฏิบัติตาม นโยบายของรัฐบาล ที่ช่วยเหลือชาวบ้านเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะช่วยเหลือได้ มันไม่ใช่กลยุทธในการหาเสียงอย่างเดียว แต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ ระหว่างข้าราชการประจำ และประชาชนส่วนใหญ่"

แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ เพราะระบอบอำมาตยาธิปไตย กลับมาอีกครั้งในนามการรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ภายใต้ชื่อ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช. ด้วยเหตุผลหลักห้าข้อ คือ

๑. รัฐบาลมีพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง
๒. ข้าราชการการเมืองรังแกข้าราชการประจำ
๓. เผด็จการรัฐสภา
๔. การทำลายกองทัพ
๕. การบิดเบือนคดีลอบสังหาร

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ได้วิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เกิดจากผู้ปกครองกลุ่มใหม่ ที่เป็นตัวแทนกลุ่มทุน เมื่อ "เถลิงอำนาจ" และมัวเมากับ "อำนาจรัฐสภา" ของตน มองไม่เห็นอำนาจชี้ขาด ที่มาจากกลไกรัฐ นอกจากนั้นยังถือเอา "การยึดสภา" เป็นสิ่งเดียวกับการยึดอำนาจรัฐ จึงดำเนินยุทธวิธี และพฤติกรรมส่วนบุคคลอันเหิมเกริม จนเป็นจุดอ่อนต่อการโจมตีของอำนาจเก่า

แม้จะมีความพยายามของระบอบอำมาตยาธิปไตย ในการสืบทอดอำนาจ แต่ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้าน จนเกิดวิกฤตการณ์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕

การเมืองไทยมีแนวโน้มที่กลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้ง เมื่อเกิด รัฐประหาร (กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔) -- รัฐธรรมนูญ (ธันวาคม ๒๕๓๔) - การเลือกตั้ง (มีนาคม ๒๕๓๕) ---รัฐสภา (เมษายน ๒๕๓๕) --- วิกฤตการณ์ (พฤษภาคม ๒๕๓๕)

แต่ทำไมยังไม่เกิดการรัฐประหาร ทั้งที่เวลาผ่านไปถึง ๑๐ ปี ?

คำตอบคือ พลังของระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เป็นพลังสำคัญในการรัฐประหาร ได้ยุติบทบาทของตนเองลง เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ แม้ว่าระบอบการเมืองหลังจากนั้น จะเต็มไปด้วย นักเลือกตั้ง นักธุรกิจการเมือง แต่ด้วยระบอบการเมืองแบบนี้เอง ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มพลังต่าง ๆ ของสังคมได้มี "พื้นที่" ทางการเมืองมากขึ้น จนไม่ปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมามีอำนาจอย่างเด็ดขาด จนสามารถล้มกระดานทางการเมืองได้อีกต่อไป

พรุ่งนี้มาต่อตอนสองนะคร้าบบ

2005/Nov/19

นักทฤษฏี คดี แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เชื่อว่า เหตุผลที่เขาใช้ชื่อลงท้ายว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ให้คำขยายว่า แจ๊ค เป็นชื่อสามัญ ที่ทุกคนรู้จักดีไม่จำเป็นต้องให้คำขยายใดๆ และ อีกประเด็นคือ แจ๊ค เป็นชื่อของ อาชญากรในอดีตผู้โด่งดังหลายราย เช่น หัวขโมยนักแหกคุก แจ๊ค เช้พผาร์ด เขาตายในปี 1724 จากนั้น แฮร์รสัน เอนสเวิร์ธ นำประวัติของเขามาเขียนใหม่อีกครั้ง และยังมี แจ๊ค แรนน์ ฉายา แจ๊ค 16เส้น เนื่องจากเวลาขี่ม้าเขาชอบประดับขากางเกงด้วยเส้นไหม คนต่อมา แจ๊ค เท้าสปริง เป็นฉายาที่รู้จักกันดี เป็นวายร้ายที่เก่งกาจ ในการปลอมตัวทุกรูปแบบ สร้างความหวาดกลัวทั่วลอนดอนในปี 1837-38 ดังนั้น แจ๊ค จึงเป็นชื่อของ อาชญกร โด่งดังในอดีต เพียงแต่บางคนมองว่า เป็นชื่อของ อาชณกรในนิยายราคาถูก ส่วนคำว่า ริปเปอร์ แปลว่า ผู้ตัด - ฉีก อันเป็นวิธีในการฆาตกรรมของเขา รวมแล้ว ชื่อของเขาก็คือ แจ๊คนักฆ่าชำแหละศพนั่นเอง ส่วนจดหมายที่ถูกส่งมาในวันที่ 25 กันยายน 1888 ถูกเขียนด้วยหมึกแดง ว่า
เจ้านายที่เคารพ
ผมได้ยินอยู่เรื่อยว่าตำรวจจะจับผม แต่พวกเขายังหาตัวผมไม่ได้เลย ผมได้แต่หัวเราะเมื่อดูพวกเขาช่างฉลาดล้ำและคุยโวว่ากำลังตามตัวไปถูกทาง เรื่องตลกเกี่ยวกับ ผ้ากันเปื้อนหนัง ทำให้อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ ผมอยากกำจัดพวกโสเภณีและผมไม่สามารถหยุดเชือดพวกหล่อนได้จนกว่าจะเอาพวกหล่อนมาคาดรอบพุง งานชิ้นสุดท้ายช่าง ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผมไม่ให้โอกาสสุภาพสตรีผู้นั้นร้องแม้แต่แอะเดียวตำรวจจะจับผมได้อย่างไรกัน ผมรักงานของผมและอยากจะลงมืออีก ในไม่ช้า คุณ จะได้ยินเรื่องราวของผมอีก เล็กๆน้อยๆ เป็นงานอันสนุกของผม ผมอุส่าเกบเลือดไว้ในขวดเบียร์เพื่อเอาไว้ใช้เขียน แต่มันข้นเหมือนกาวผมเลยใช้มันไม่ได้ แค่หมึกแดงก็เพียงพอแล้วสำหรับผม ฮ่าๆๆๆ งานต่อไปของผมก็คือ ผมจะตัดหูของสุภาพสตรีส่งให้

(ด้านหลัง) เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อความสนุกน่ะ คุณว่าไหมขอให้เก็บจดหมายนี่ไว้ก่อน จนกว่าผมจะทำงานเล็กๆน้อยๆเสร็จก่อน แล้วค่อยส่งให้ตำรวจทันที มีดของผมคมมากและน่าใช้ จนผมต้องออกไปทำงานเดียวนี้ ขอให้โชคดี
ด้วยความจริงใจ
แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์
คงไม่ว่านะที่ผมจะใช้ยี่ห้อประจำตัว

ปล. ฝากบลอคเพื่อนด้วยนะคับ อ่านอย่าเอาสาระนะ 55 biggirl.exteen.com