2007/Feb/06

เอ่อ... คือว่า ไม่ได้เข้ามาซะนาน (เกือบสองปีเอง) พอดีเพื่อนเอาบล้อกมาให้เม้น เลยลองเข้ามาดูของตัวเอง โอววว อัพมั่งดีกว่า 555

เริ่มเลยนะคับ

เปิดซิง (อีกครั้ง) ด้วย เหตุการณ์ที่ทุกคนคงจะจำกันได้ดีคับ "พฤษภาทมิฬ" นี่เอง

"ผ่านหกสิบปีไปเปล่าเปล่า หวังใดได้เล่าเฝ้าวาดหวัง สังคมมีแต่แผลเรื้อรัง กับซากปรักหักพังประชาธิปไตย"

บทรำพึงรำพันของกวีนิรนาม ปรากฏอยู่บนผนังตึกกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้าวันหลังเหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕
แน่นอนว่าระยะเวลากว่า ๖๐ ปีของประชาธิปไตย อาจจะเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง แต่ประชาธิปไตยไทย ผ่านหกสิบปีไปเปล่าเปล่า จริงหรือ?
แม้ว่าประชาธิปไตยไทยเมื่อครบ ๖๐ ปี จะวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ทางการเมือง
รัฐประหาร -- รัฐธรรมนูญ - การเลือกตั้ง ---รัฐสภา --- วิกฤตการณ์ ---

๔๐ ปีแรก กลุ่มข้าราชการทั้งพลเรือนและทหาร สามารถรวมศูนย์อำนาจ ในการกำหนดนโยบาย ทางการเมืองและเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถ ล้มกระดานการเมืองไทย ด้วยการรัฐประหาร จึงเป็นที่มาชื่อเรียก ระบอบอำมาตยาธิปไตย
จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถึงแม้ตามมาด้วยการรัฐประหารที่นองเลือดเมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งหลายคนเมื่อมองกลับไปถึงกับอุทานด้วยความเสียดายว่า ๑๔ ตุลา มีเพียงกระเบื้องหลุดไปเพียง ๓ แผ่น แต่โครงสร้างทางการเมืองไทยยังเหมือนเดิม
แต่มุมมองของนักประวัติศาสตร์ เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ กลับมองว่า การเปลี่ยนแปลงที่ ๑๔ ตุลา นำมาสู่สังคมไทยนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เกินกว่าที่นักรัฐประหารคณะใด เผด็จการพลเรือนรุ่นใด ๆ จะหยุดยั้งพลังของมันลงได้ จาก ๑๔ ตุลา มาถึงทุกวันนี้ (แม้) เราไม่เคยเห็นรัฐบาลพลเรือนมั่นคงสักชุด แต่เราก็ไม่เคยมีรัฐบาลรัฐประหารที่มั่นคงเลยสักชุดเช่นกัน

ความล้มเหลวของรัฐบาลขวาจัด ธานินทร์ กรัยวิเชียร หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่สร้างความแตกแยกให้แก่สังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่าสังคมไทย ไปไกลเกินกว่าระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เต็มรูปแบบอีกต่อไป การประนีประนอมกันระหว่างพลังประชาธิปไตย (การเปิดเสรีภาพมากขึ้น การจัดตั้งพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา ฯลฯ) กับพลังอำมาตยาธิปไตย (บทบาทของวุฒิสภา ที่มาจากข้าราชการประจำ, นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง ฯลฯ) จึงปรากฏชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ นี่เองจึงเป็นที่มาของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือที่บางคนเรียกว่า ระบอบเผด็จการครึ่งใบ

แต่ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไร ระบอบดังกล่าวก็มีอายุเพียงหนึ่งทศวรรษเมื่อ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ต้องก้าวลงจากอำนาจภายหลังการเลือกตั้ง กรกฎาคม ๒๕๓๑

รัฐบาล พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศในขณะนั้น) จึงถือเป็นการเริ่มต้นระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ ซึ่งในที่นี้คือการการล่าถอย ของระบอบอำมาตยาธิปไตย และเปิดโอกาสให้กลุ่มพลังอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้มากขึ้น แต่ในระยะเปลี่ยนผ่านก็มิได้ราบรื่นนัก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงบรรยากาศช่วงนั้นว่า

"รัฐบาลชาติชายมาจากการเลือกตั้ง และไม่มีทหารอยู่ข้างตนเองเลย เราไม่มีทหารที่มีอุดมการณ์ผูกมัดตัวเอง อย่างเด่นชัดเข้ากับประชาธิปไตย รัฐบาลชาติชายต้องเร่งรีบเข้าไปหาประชาชน และพยายามให้ข้าราชการประจำทั้งทหาร และพลเรือนรับรู้ถึงสิ่งที่ชาวบ้านเดือดร้อน แล้วพยายามปฏิบัติตาม นโยบายของรัฐบาล ที่ช่วยเหลือชาวบ้านเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะช่วยเหลือได้ มันไม่ใช่กลยุทธในการหาเสียงอย่างเดียว แต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ ระหว่างข้าราชการประจำ และประชาชนส่วนใหญ่"

แต่นั่นก็ไม่เพียงพอ เพราะระบอบอำมาตยาธิปไตย กลับมาอีกครั้งในนามการรัฐประหาร ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ภายใต้ชื่อ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช. ด้วยเหตุผลหลักห้าข้อ คือ

๑. รัฐบาลมีพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง
๒. ข้าราชการการเมืองรังแกข้าราชการประจำ
๓. เผด็จการรัฐสภา
๔. การทำลายกองทัพ
๕. การบิดเบือนคดีลอบสังหาร

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ได้วิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เกิดจากผู้ปกครองกลุ่มใหม่ ที่เป็นตัวแทนกลุ่มทุน เมื่อ "เถลิงอำนาจ" และมัวเมากับ "อำนาจรัฐสภา" ของตน มองไม่เห็นอำนาจชี้ขาด ที่มาจากกลไกรัฐ นอกจากนั้นยังถือเอา "การยึดสภา" เป็นสิ่งเดียวกับการยึดอำนาจรัฐ จึงดำเนินยุทธวิธี และพฤติกรรมส่วนบุคคลอันเหิมเกริม จนเป็นจุดอ่อนต่อการโจมตีของอำนาจเก่า

แม้จะมีความพยายามของระบอบอำมาตยาธิปไตย ในการสืบทอดอำนาจ แต่ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้าน จนเกิดวิกฤตการณ์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕

การเมืองไทยมีแนวโน้มที่กลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้ง เมื่อเกิด รัฐประหาร (กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔) -- รัฐธรรมนูญ (ธันวาคม ๒๕๓๔) - การเลือกตั้ง (มีนาคม ๒๕๓๕) ---รัฐสภา (เมษายน ๒๕๓๕) --- วิกฤตการณ์ (พฤษภาคม ๒๕๓๕)

แต่ทำไมยังไม่เกิดการรัฐประหาร ทั้งที่เวลาผ่านไปถึง ๑๐ ปี ?

คำตอบคือ พลังของระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เป็นพลังสำคัญในการรัฐประหาร ได้ยุติบทบาทของตนเองลง เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ แม้ว่าระบอบการเมืองหลังจากนั้น จะเต็มไปด้วย นักเลือกตั้ง นักธุรกิจการเมือง แต่ด้วยระบอบการเมืองแบบนี้เอง ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มพลังต่าง ๆ ของสังคมได้มี "พื้นที่" ทางการเมืองมากขึ้น จนไม่ปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมามีอำนาจอย่างเด็ดขาด จนสามารถล้มกระดานทางการเมืองได้อีกต่อไป

พรุ่งนี้มาต่อตอนสองนะคร้าบบ

Comment

Comment:

Tweet


น่ากลัวจัง
#7 by (118.172.232.214) At 2009-07-15 13:50,
น่าสนใจจังค่ะ

จะติดตามนะค่ะ^^

#6 by +[นู๋G]+ At 2009-05-15 09:01,
g[njvryo
#5 by (124.121.141.74) At 2008-10-11 17:56,
โหหหห ไว้กุจาเอ็นท์ แล้วกุจาเข้ามาอ่านบล็อกเมิงทุกวันเลย ฮ่าๆๆ

ขอบใจสำหรับสาระดีๆเน้อ
#4 by *..:: Jeong Nolee ::..* At 2007-02-08 20:19,
เอ อ มีสาระ จิงๆด้วย 55 .
แก คิดโปรแกรมไว้ยัง ว่าจะไปกินไรกัน
อยากปัย ยๆ ๆ


วันนั่นไปก้อดูไม่จบ 55





บัดดี้ ขี้แตก คับ บบ *
#3 by shiizuka * (58.9.164.87) At 2007-02-08 19:55,
โหย จิ๊บ
กว่าจะอัพ
2ปีมันนานนะเฟ้ยยยย

แต่งบล็อคเองนะยะ แบร่ๆ
#2 by 「nA✿mae」 At 2007-02-07 22:48,
เข้ามาบล๊อคนี้ก่อนแกให้ลิงและล่ะ ไม่นึกว่าเปนบล๊อคแกจิงๆนะเนี่ย
ดูมีสาระอ่ะ ไม่เหมือนตัวจิง 5 5 5
#1 by Forest..shy At 2007-02-06 21:58,