2005/Oct/18

แวมไพร์ เรื่องจริงหรืออิงนิยาย


ตำนานแวมไพร์มีมานานนับเป็นพันๆปี เรียกว่าอยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์ก็คงจะได้ แวมไพร์มิได้หมายถึงผีดูดเลือดแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ชนชาติต่างๆทั่วโลกต่างก็มีแวมไพร์ในแบบฉบับของตัวเอง ไล่ไปตั้งแต่แวมไพร์ฝรั่งผมบลอนด์ แวมไพร์จีน แวมไพร์ญี่ปุ่น ไปจนถึงแวมไพร์มาเลเซีย แบบที่เรียกกันว่า เพนังกะลัง


อย่างไรก็ตาม แวมไพร์ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกัน ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะกลายพันธ์ และภาพลักษณ์ไปหมด ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจาก อิทธิพลของหนังสือและภาพยนต์ ซึ่งร้อยทั้งร้อย ล้วนมาจากยุโรปและอเมริกาทั้งสิ้น จุดกำเนิดของตำนานแวมไพร์มาจากตะวันออกไกลครับ มันกระจายมาโดยผ่านเส้นทางจากจีน - ธิเบต - อินเดีย - ผ่านเส้นทางที่เรียกกันว่าทางสายไหมเข้าสู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตำนานนี้กระจายไปทั่วประเทศแถบทะเลดำ คาบสมุทรบอลข่าน รวมไปถึงฮังการี่ และดินแดนที่เราคุ้นเคยกัน ทรานซิลวาเนีย


ปัจจุบัน แวมไพร์ในความนึกคิดของเรามักจะเป็นไปในแนวของ ปีศาจดูดเลือด, ผู้ที่ฟื้นคืนชีพจากความตาย, ดำรงชีวิตได้เฉพาะยามค่ำคืน สามารถกลายร่างเป็นค้างคาวได้ คุณสมบัติพวกนี้เป็นแวมไพร์ของยุโรป และในหนังผีครับ จริงๆแล้วแวมไพร์มีคุณสมบัติที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เรามาดูกันดีกว่าว่า แวมไพร์ของแต่ละชนชาตินั้นเป็นอย่างไร



SLAVIC VAMPIRES


ชาวสลาฟเป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนนี้กินพื้นที่ตั้งแต่ รัสเซีย บุลแกเรีย เซอร์เบียร์ จนกระทั่งถึงโปแลนด์ ความเชื่อพวกนี้ฝังรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แน่ะครับ แหล่งชุมนุมแวมไพร์ที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่ เมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนต่อกันระหว่างประเทศฮังการีกับโรมาเนีย คำว่าแวมไพร์ก็มาจากภาษาของพวกเขานี่แหละครับ แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือและผมที่ทั้งยาวทั้งสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟก็คือจับทำบาร์บีคิวครับ เผาทั้งเป็นเลย หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้มาจากโบสถ์ใส่พวกมันก็ได้



ROMANIA


เนื่องจากโรมาเนียถูกแวดล้อมไปด้วยประเทศของชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางแวมไพร์เชื่อสายสลาฟนิดๆ ภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้น เรียกแวมไพร์ว่า Strigoi ครับ อาจจะหมายถึง นกฮูกแก่ๆ หรือปีศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน Strigoi ส่วนมากคือพวกผู้ใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า Strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่างไปเพื่อชุมนุมกันในคืนพระจันทร์เต็มดวง หรือไม่ก็ออกตระเวนดูดเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านใกล้เคียง


คนที่เกิดมาโดยมีสัญญลักษณ์ของปีศาจ (มีหาง เขี้ยวงอก ขนดกรุงรัง) หรือคนที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ หรือตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิจะเป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั่นแหละครับ แวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถวนั้นเวลาท้องพวกเธอต้องกินเกลือครับ เพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิเป็นแวมไพร์ชัวร์ๆ คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา


ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเรื่องของแวมไพร์อย่างใกล้ชิดครับ คิดว่าเราๆท่านๆก็คงคุ้นเคยกัน นั่นคือเรื่องราวของมนุษย์หมาป่านั่นเอง ตำราเค้าว่าไว้ว่ามีมนุษย์พวกหนึ่ง เมื่อถึงวันดีคืนดี จะมีปฏิกิริยากับดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ จนสามารถกลายร่างเป็นหมาป่า หมาดำ หรือแม้แต่หมูได้ สิ่งกลายพันธ์พวกนี้ศัพท์วิชาการเค้าเรียก Lycanthropy ครับ ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายพอๆกับแวมไพร์เลยทีเดียว


ว่ากันว่าแวมไพร์นั้นจะแหวกหลุมศพขึ้นมาบนพื้นโลกเมื่อถึงเวลาอันควร มันมีใบหน้าที่ซีดเซียว ลมหายใจเหม็นเปรี้ยว และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมอย่างเด็ดขาด บ้านใดที่สงสัยว่าสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้วจะกลายเป็นแวมไพร์มักจะไปเปิดหลุมศพดูว่าศพยังอยู่หรือไม่ เค้ามีเวลาในการสำรวจหลุมศพดังนี้ครับ ถ้าเป็นเด็กก็สามปีหลังการตาย ห้าปีสำหรับหนุ่มสาว และเจ็ดปีถึงจะเปิดสำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว


วิธีสังหารแวมไพร์ดูจะคล้ายๆกันทุกที่เลยครับ กล่าวคือ เมื่อชาวโรมาเนียพบหรือสงสัยว่าใครเป็นแวมไพร์ จะโดนจับเอากระเทียมยัดจนเต็มปากแล้วเอามาเผาไฟ หลุมศพใดที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งพำนักกายของแวมไพร์ก็จะมีการยิงกระสุนเงินทะลุฝาโลงเข้าไป ถ้าถุกแจ็คพอทเจอแวมไพร์ โลงนั้นจะมีไฟลุกพรึ่บดูสวยงามทีเดียวเชียวครับ


GYPSIES AND VAMPIRES


สำหรับคอหนังแล้ว ยิปซีดูจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับหนังผีดูดเลือดเลยจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นดารารับเชิญมันทุกเรื่องไป ในตำนานก็เช่นกันครับ ยิปซีมีบทบาทกับแวมไพร์อย่างใกล้ชิด วรรณกรรมชื่อดังของ บราม สโตเกอร์ ที่ชื่อ"แดร็คคิวล่า"นั้น ก็ได้กล่าวถึงสาวยิปซีที่คอยดูแลโลงของแดร็คคิวล่าอย่างจงรัก


ในความเป็นจริง ชาวยิปซีมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียทางตอนเหนือ และอพยพย้ายถิ่นฐานเรื่อยมาจนเข้ามาถึงยุโรปราวๆศตวรรษที่ 14 ไล่เลี่ยกันกับการถือกำเนิดของจอมทรราชย์ วลาด แดร็คคิวล่าครับ ความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรมอันเร้นลับของชาวยิปซีมีอิทธิพลกับยุโรปในตอนนั้นไม่น้อย โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องวิญญาณและโลกหลังความตาย ไม่นานนัก ตำนานต่างๆที่เล่าขานกันมาในหมู่ยิปซีก็ถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องเล่าของยุโรปแถบโรมาเนียและตุรกี แน่นอน เรื่องเหล่านี้รวมเรื่องแวมไพร์เข้าไปด้วย


บ้านเดิมของเหล่ายิปซี อินเดีย แหล่งรวมแห่งปรัชญาตะวันออก ที่นี่มีเรื่องเล่าลือและตำนานเกี่ยวกับสิ่งที่คล้ายแวมไพร์อยู่มากมาย เป็นต้นว่าภูต(Bhuta) วิญญานของคนที่ตายแบบผิดปกติชนิดวิญญาณยังสิงสู่อยู่ในร่าง ภูตเหล่านี้จะเดินท่อมๆไปตามถนนสายเปลี่ยวในยามค่ำคืน คอยทำร้ายและดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหาร


แวมไพร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอินเดียเห็นจะได้แก่ Kali หรือเจ้าแม่กาลีนั่นเอง นางนับเป็นภาคหนึ่งของพระแม่ทุรคา กาลีมีรูปร่างที่ดุร้าย สวมสายสังวาลย์ที่ทำจากหัวกะโหลก เจ้าแม่กาลีนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดเรื่องราวของยิปซีแวมไพร์ เพราะความเชื่อและศรัทธาในตัวพระนางยังติดอยู่กับขาวยิปซีแม้ว่าพวกเขาจะข้ามน้ำข้ามทะเลย้ายรกรากมานับร้อยๆปีแล้วก็ตาม นามของกาลีจะเปลี่ยนไปตามการเรียกของยิปซีแต่ละสาย แวมไพร์ของชาวยิปซีมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อมุลโลครับ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจเอามากๆ อันว่าเจ้ามุลโลนี้ส่วนมากจะเป็นประเภทผีล้างแค้น กลับมาจากความตายเพื่อทวงหนี้จากศัตรูคู่แค้นด้วยการสูบเลือดเป็นอาหาร แวมไพร์ที่เป็นผู้หญิงยิ่งน่ากลัวใหญ่เลยครับ แวมไพร์พวกนี้สามารถมีชิวิตอย่างคนธรรมดาและดำรงชีพด้วยการกินเรี่ยวแรงสามีจนทำให้พวกเขากระปลกกระเปลี้ย แวมไพร์ของยิปซีนั้นไม่ได้มีแค่คนตายเท่านั้น !เลี้ยงหรือผักผลไม้ก็เป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ฟักทองและแตงกวาที่ถูกทิ้งไว้ในบ้านนานๆโดยไม่มีใครกินนี่ก็ด้วย วันดีคืนดีมันจะเคลื่อนไหวได้เอง ส่งเสียงอึกทึกและมีเลือดหยดไหลออกมาเป็นทางดูน่าสยดสยองมาก


ค้างคาว


หลายครั้งหลายคราวที่มีการพาดพิงถึงแวมไพร์ สมาชิกกิตมศักดิ์ที่มักจะโดนลากเข้ามามีเอี่ยวด้วยก็คือค้างคาว ไม่มีพยายหลักฐานใดๆมาพิสูจน์ได้ว่าแวมไพร์กับค้างคาวเกี่ยวข้องกันยังไง แต่กระนั้นตำนานของแวมไพร์และค้างคาวก็ยังมีคู่กันแบบแยกไม่ออกเหมือนกาแฟกับคอฟฟี่เมทนั่นเชียว


ตำนานของค้างคาวมีมากมายกระจัดกระจายไปทุกซีกโลก ในแอฟริกาใต้ มีเรื่องเล่าของคามาโซตซ์ เจ้าแห่งค้างคาวที่อาศัยในถ้ำยักษ์ใต้พิภพ ในยุโรปเองค้างคาวและนกเค้าแมวมักจะถูกโยงใยเข้ากับเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติอยู่บ่อยๆ นั่นคงเป็นเพราะเสียงของมันฟังดูน่ากลัวและพบเห็นได้เฉพาะตอนกลางคืน มนุษย์เรากลัวความมืดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนี่ครับ เลยจับเอานกเค้าแมวและค้างคาวเหมารวมเข้าไปกับผู้ที่ชอบหลบเร้นในความมืด(ก็ผะ-อี๋ น่ะแหละ)ซะเลย


อีกสาเหตุหนึ่งที่ค้างคาวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับตำนานแวมไพร์น่าจะมาจากพฤติกรรมของมัน มีค้าง่สามสปีชี่ส์ที่ดูดเลือดของ!อื่นกินเป็นอาหาร ถิ่นฐานของพวกมันอยู่ในทวีปแอฟริกาครับ เจ้าค้างคาวพวกนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับทหารสเปนในยุคล่าอาณานิคมเป็นอย่างมาก เมื่อกลับมาถึงยุโรป ตำนานของค้างคาวดูดเลือดยิ่งถูกเติมสีใส่ไข่ให้น่าฟังโดยเหล่ากลาสี ค้างคาวเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของแวมไพร์ไปด้วยประการฉะนี้ แถมนับว่าความเชื่อนี้ก็มีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งนักเขียนใหญ่อย่าง แบรม สโตเกอร์ กับ มัลคอม ไรห์เมอร์ก็ยังเอากับเขาด้วยเลยนี่ครับ


โรคตื่นแวมไพร์ในศตวรรษที่ 18


ตำนานแวมไพร์เป็นที่คุ้นเคยกับซีกโลกต่างๆมานมนาน แต่เชื่อมั๊ยครับว่าอังกฤษเพิ่งรู้จักแวมไพร์เอาเมื่อศตวรรษที่ 18 นี้เอง ช่วงนั้นโรคกลัวแวมไพร์ระบาดหนักในยุโรปตะวันออกลามมาถึงอังกฤษ ชาวบ้าชาวช่องกลัวกันมาก ขนาดเดินไปไหนมาไหนยังต้องมีพวงกระเทียมแขวนคอไปด้วย มีการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มผู้นำว่าเรื่องนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ และควรใช้นโยบายใดทำให้บ้านเมื่องสงบลง สมัยนั้นการสื่สารยังไม่เจริญนัก แต่ก็น่าแปลกที่ข่าวลือกระจายข้ามประเทศอย่างรวดเร็ว บางเรื่องก็เป็นตลกร้ายที่เหลือเชื่อเอามากๆ เช่นกองทัพแวมไพร์บุกเข้าพระราชวังในฮังการเล่นงานจนทหารและคนในวังเป็นแวมไพร์กันหมด แม้แต่ข่าวที่ว่าพระราชวังเครมลินเต็มไปด้วยแวมไพร์ก็ยังมีออกมา ของแถมที่มากับข่าวลือก็คือการออกล่าแวมไพร์ มีคนถูกย่างสดไม่เว้นแต่ละวันในข้อหาเป็นแวมไพร์ หลายรายถูกทรมานอย่างทารุณก่อนเอาลิ่มตอกอก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวแวมไพร์ของชาวยุโรปได้เป็นอย่างดี

เเฟรงเกนสไตน์ ครับ

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินชื่อนี้นะครับ "แฟรงเกนไสตน์" เจ้าอมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากชิ้นส่วนของคนตาย ถือเป็นเรื่องสยองขวัญอมตะพอๆกับท่านเคาท์แดร็กคิวล่าของ บราม สโตเกอร์ทีเดียวครับ เจ้าของบทประพันธ์เรื่องนี้เป็นสตรีชื่อ แมรี่ เชลลี่ (Mary Shelley) หลายคนชอบเรียกเธอลับหลังว่า มารดาแห่งแฟรงเกนไสตน์ ซึ่งก็ดูเหมือนเชลลี่จะชอบฉายานี้อยู่ไม่ใช่น้อย แฟรงเกนสไตน์ดังเป็นพลุแตกเมื่อฮอลลีวูดนำมาสร้างเป็นหนัง ซึ่งเรื่องราวที่ผมจะเล่าในวันนี้ ก็จะเป็นการผสมผสานเนื้อเรื่องในหนังและตัวบทประพันธ์เข้าด้วยกัน มาลองฟังดูกันไหมครับ?


วิคเตอร์ แฟรงเกนไสตน์(Victor Frankenstein) เป็นนามของชายผู้หนึ่ง เขาเกิดที่กรุงเจนีวา เมื่อประมาณปี 1790 เป็นบุตรของนักการเมืองและคหบดีผู้มั่งคั่ง เขามีเพื่อสนิทที่เป็นนักศึกษาอยู่คนนึงชื่อ เฮนรี่ เคลอวัล เจ้าหมอนี่แหละครับที่ชักนำให้วิคเตอร์สนใจเรื่องพลังธรรมชาติ โดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าและแหล่งกำเนิดชีวิต เมื่อเขาไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Ingoildtadt University ก็ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ต่อ โดยมุ่งหวังจะเป็นผู้บุกเบิกแนวทางใหม่ในการแสวงหาพลังใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก เพื่อนำไปสู่กุญแจไขความลี้ลับของการกำเนิดชีวิต เข้ามุ่งมั่นที่จะใส่ชีวิตใหม่ให้กับคนที่ตายไปแล้ว โดยใช้ร่างของผู้ตายมาสร้างมนุษย์พิเศษขึ้นมาใหม่


เมื่อการค้นคว้าดำเนินมาถึงที่สุด แฟรงเกนไสตน์ก็ตัดสินใจท้าทายอำนาจแห่งพระเจ้า เขาพยายามจะทำให้คนตายกลับฟื้นคืนชีพ ทว่า เจ้าคนตายนี้กลับไม่ใช่ศพใดศพหนึ่ง กลับเป็นผลผลิตที่เกิดจากการนำเอาชิ้นส่วนจากหลายศพ มาเย็บเข้าไว้รวมกันด้วยความตั้งใจที่จะทำให้มันกลายเป็นยอดมนุษย์ แข็งแรงและสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปนัก จะด้วยวิธีใดก็ตามแต่ล่ะครับ ในที่สุดแฟรงเกนไสตน์ก็ได้ทำให้เจ้าอมนุษย์ตนนั้นฟื้นคืนชีพขึ้นมาจนได้


พอศพนั้นลุกขึ้นมาได้เท่านั้นแหละครับ แฟรงเกนไสตน์ถึงกับร้องจ๊าก เผ่นออกไปนอกห้องอย่างทันทีทันใด กว่าจะรวบรวมขวัญอันกระเจิดกระเจิงและอาศัยความกล้า กลับเข้ามาสำรวจในห้องทดลอง ปรากฏว่าเจ้าอสุรกายนั้นเผ่นหายไปที่ไหนเสียแล้วก็ไม่ทราบ ตอนแรกๆแฟรงเกนไสตน์ก็โล่งอกแหละครับที่ไม่ต้องเผชิญปัญหาอะไร เขาพยายามลืมความสยดสยองและผลทดลองอันล้มเหลวนี้ซะ แต่ก็ทำได้แค่ช่วงแรกเท่านั้นครับ ชีวิตหลังจากนั้นของแฟรงเกนไสตน์ต้องพบกับความสยดสยองเรื่อยมา เริ่มต้นด้วยการตายของวิลเลียมน้องชายของเขาซึ่งถูกเจ้าอสุรกายนั้นบีบคอตาย เพียงแต่เรื่องนี้ถูกปกปิดอย่างมิดชิดและหาแพะรับบาปได้ คือพี่เลี้ยงของวิลเลียมชื่อจัสติน การที่จัสตินถูกประหารชีวิตโดยไม่มีความผิด ทำให้แฟรงเกนไสตน์ยิ่งทุกข์ทรมานเข้าไปใหญ่เพราะบาปในใจของเขานั่นเอง


เจ้าอสูรกายผลงานของวิคเตอร์ แฟรงเกนไสตน์ หายหน้าหายตาไปหนึ่งปีเต็มๆ เขากำลังจะลืมเรื่องนี้อยู่ทีเดียวเชียว แต่เหมือนสวรรค์แกล้งครับ จู่ๆเจ้าอสูรกายนั้นก็กลับมาหาเค้าพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่น่าสงสารของมันให้แฟรงเกนไสตน์ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่วิคเตอร์วิ่งหนีออกจากห้องทดลอง มันก็หนีออกไปเหมือนกัน เที่ยวสะเปะสะปะพยายามจะเข้าหาผู้คน แต่ผู้คนที่พบเห็นมันต่างก็แสดงอาการเกลียดกลัวออกมาอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่เมื่อมันช่วยหนูน้อยคนหนึ่งจากการจมน้ำ แต่พ่อของเด็กกลับ เอาปืนยิงมันด้วยความเข้าใจผิด ทำให้เจ้าอสูรกายต้องหนีกระเซอะกระเซิงเข้าป่าไป ส่วนเรื่องของวิลเลียม ความจริงแล้วมันพยายามจะแสดงความรัก ด้วยการโอบกอดวิลเลียม แต่ด้วยท่าทางอันน่ากลัวและแรงอันมหาศาลผิดมนุษย์ของมัน กลับทำให้เด็กน้อยขาดใจตายไปเสียนี่ เจ้าอสุรกายชีหน้ากล่าวโทษวิคเตอร์ว่า ทั้งหมดทั้งเพที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นความผิดของวิคเตอร์ที่สร้างมันขึ้นมา ทำให้มันต้องผจญกับความโดดเดี่ยวทุกข์ทรมาน มันขอร้องแกมบังคับ ให้วิคเตอร์สร้างอสูรกายแบบเดียวกันขึ้นมาอีกตัวเพื่อเป็นเพื่อนของมัน อย่างน้อยก็สามารถทำให้มัน คลายความโดดเดี่ยวลงได้บ้าง ซึ่งถ้าวิคเตอร์ทำได้จริงแล้ว มันยินดีจะพาคู่เข้าป่า หลบลี้หนีหน้าไม่พบปะกับผู้คนในสังคมอีกต่อไป


มาถึงขั้นนี้แล้ว วิคเตอร์ แฟรงเกนไสตน์ จำต้องรับข้อเสนอของเจ้าอสุรกายอย่างเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจรับปากมันก็เพราะเหตุผลของเจ้าอสูรกาย รวมทั้งคำสัญญาของมันที่จะไม่มาราวีเขา อีกประการหนึ่ง ในส่วนลึกของจิตใจวิคเตอร์เอง ต้องการจะไถ่บาปที่เกิดขึ้นจาก การทดลองโดยไม่ยั้งคิดของเขา วิคเตอร์กับเกลอแก้วเคลอวัล ลงทุนสร้างอสุรกายขึ้นมาอีกตัวหนึ่งที่อังกฤษ ในระหว่างนั้นเอง ทั้งสองกลับมาทบทวนถึงพฤติกรรมของตน และเริ่มละอายใจตัดสินใจที่จะหยุดการทดลองอันบ้าระห่ำไว้แต่เพียงเท่านี้ ซึ่งเจ้าอสูรกายตนนั้นมันก็เหลือร้ายครับ โผล่หน้าออกมา ทั้งวิงวอนต่างๆนานา ให้ทั้งสองทำการทดลองต่อไป แต่คราวนี้วิคเตอร์ใจแข็งครับ ไม่ยอมสยบต่อคำขู่ของมัน ตัดสินใจแล้วว่าตายเป็นตาย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะไม่ยอมเดินหน้าการทดลองนี้อีกต่อไปแล้ว เจ้าอสูรกายไม่รู้จะทำอย่างไรกับเขาดี มันจึงจากไปพร้อมความอาฆาตแค้น ฝากไว้เพียงคำพูดที่ว่า สักวันมันจะกลับมาในงานแต่งงานของเขา เพื่อให้วิคเตอร์ลิ้มชิมรสชาติแห่งความโดดเดี่ยวทุกข์ทรมานเสียบ้าง