2005/Oct/17

History of Ninja


ในสมัยที่ญี่ปุ่นยังเป็นฟิวดัลหรือศักดินาอยู่นั้น ชนชั้นปกครองจะเน้นความสำคัญของการทหารเป็นหลัก โดยเฉพาะเหล่านักรบที่สังกัดผู้ครองแคว้น(ไดเมียว) สวมชุดเกราะโอ่อ่าอลังการ มีทักษะทางเชิงยุทธที่เยี่ยมยอด แถมมีคติดประจำใจแบบลูกผู้ชายที่หาใครเสมอเหมือน ใช่แล้วครับ พวกเขาคือซามูไรนั่นเอง


คงไม่ต้องอธิบายกันมากสำหรับนิยามและความหมายของซามูไร ท่านที่ติดตามหนังประเภทญี่ปุ่นโบราณ หรือการ์ตูน Anime ประเภทนี้ อาจจะเคยชมฉากที่ซามูไรต้องประดาบกับนายโม่งกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแพรวราวไปด้วยฝีมือในการรบระยะประชิด พร้อมอาวุธสารพัดแบบ ยาพิษ ลูกดอก ดาวกระจาย นั่นล่ะครับนินจา ที่ใครต่อใครยึดถือเป็นด้านมืดของซามูไร ในขณะที่ซามูไรจะไปไหนต้องแต่งกายเต็มยศ จะฆ่าจะแกงใครก็ต้องเป็นไปอย่างเที่ยงตรงตามวิถีของบูชิโด แต่นินจาไม่จำเป็นครับ ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ในสภาพไหน เค้าทำได้ตามสะดวก แต่ภาพนินจาที่ติดตาพวกเรามากๆก็คงหนีไม่พ้นนักสู้ลึกลับปิดหน้าตา มือซ้ายปาดาวกระจาย มือขวาเหวี่ยงระเบิด ตูม!! จากนั้นก็หายวับไปเหมือนล่องหนได้ซะอย่างนั้น


จากวรรณคดี นิยาย และสื่อบันเทิงต่างๆ ช่วยเสกสรรค์ปั้นแต่งเสียจนนินจาเหมือนมีเวทย์มนตร์ แม้แต่ในโซนยุโรปหรืออเมริกาเอง โดโจฝึกนินจา ก็ได้ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีลูกศิษย์ล้นหลามมากมาย วิชานินจามีอยู่จริงหรือไม่? และเมื่อฝึกสำเร็จแล้วเราจะกลายเป็นยอดคนด้นเมฆเหมือนในหนังจริงๆหรือ... หบายคนอาจจะตั้งคำถามในใจอยู่ตอนนี้ มาดูกันสิครับว่า วิชานินจานั้น มีกำเนิดมาอย่างไร และถ้าต้องการเป็นนินจาแล้ว เราต้องเอาอะไรเข้าไปแลกบ้าง


นินจา จารบุรุษผู้มากับความมืด


นินจาก็เหมือนกับสายลับ ยังคงสืบทอดพฤติกรรมและสายเลือดมาทุกยุคทกสมัย แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ตาม คำว่านินจานั้น โดยทั่วไปหมายถึงผู้สำเร็จวิชานินจัตสึ(ขออนุญาตอ่านแบบนี้นะครับ คล่องปากดี) หรือวิชาจารกรรม พวกเขาเป็นเหล่าจารชนที่เชี่ยวชาญการลักลอบ ซุ่มตัว ฆ่าคน วางเพลิง ใส่ยา สารพัดพิษฯลฯ จนใครๆต่างยกย่องว่าเป็นมัจจุราชล่องหน ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์มนาเค้า


อย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า นินจามีมานานนมตั้งแต่ยุคศักดินาโน้น พวกเขาเป็นอาวุธลับสำคัญของผู้ครองแคว้นต่างๆ ในการลอบสังหารช่วงชิงอำนาจ อาจจะมีคำถามว่า จะมีนินจาเอาไว้ทำแพะอะไร ในเมื่อมีซามูไรอยู่เป็นโขยง แหม... ของแบบนี้มันเรื่องธรรมดาของการเมืองครับ ต้องมีทั้งอาวุธแจ้ง อาวุธลับ ซามูไรเค้าก็มีเกียรติ มีจริยะของเค้า พวกเขาจะถือมั่นในสัตย์ จงรัก และตรงไปตรงมา จะให้มาทำลับๆล่อๆลอบเชือดใครก็เสียสัตยาบรรณทางการเมืองแย่ ไม่เหมือนนินจาที่ไม่มีเก้าอี้ เอ๊ย... จริยะค้ำคออยู่ ดังนั้นประวัติศาตร์หลายๆหน้าของญี่ปุ่น จึงมีเรื่องราวของจารบุรุษนินจา ที่ถูกบงการอยู่เบื้องหลังโดยไดเมียว หรือ ซามูไรอยู่ไม่น้อย


ราวๆต้นศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. 1608) โชกุนมีอำนาจมาก ปกครองแว่นแคว้นน้อยใหญ่ทั้งเกาะญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ บ้านเมืองเริ่มสงบปราศจากสงคราม เนื่องจากแผ่นดินเป็นปึกแผ่นแล้วนั่นเอง คราวนี้นักรบก็ตกงานน่ะสิครับ ซามูไรทั้งหลายที่เคยแต่โลดโผนกลางสมรภูมิ ก็ไม่รู้จะทำอะไรในช่วงบ้านเมืองสงบเช่นนี้ ทางการก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจ การปล่อยให้เสืออยู่อย่างแมว คือเอาแต่นอนทั้งวันคงไม่ดีแน่ เผลออาจมีเสือหลายๆตัวไม่พอใจคิดการใหญ่ขึ้นมา เรื่องก็คงจะยุ่งอยู่ไม่น้อย ดังนั้น ทางราชสำนักและรัฐบาล จึงส่งเสริมให้ซามูไร ไปทำอย่างอื่นทดแทน เช่น เป็นปราชญ์ เป็นกวี เป็นพ่อค้า สารพัด และเมื่อรัฐบาลบาคุฟุประกาศกฏหมายห้ามประชาชนพกดาบ ซามูไรก็ยิ่งบ้อท่าเข้าไปใหญ่ บทบาทของพวกเขาเริ่มหดลดไปเรื่อยๆ จนแทบจะหมดไปจากหน้าประวัติศาสตร์ นั่นก็รวมไปถึงนินจาด้วยล่ะครับ


กฏหมายอันเข้มงวดห้ามพกดาบ ยุบสำนักสอนวิชาดาบ และห้ามฝึกวิชานินจัตสึ ทำให้นินจาเริ่มลำบากมากขึ้น แต่ก็นั่นแหละครับ พวกเขาอยู่อย่างแฝงเร้นกันมานานนม เมื่ออยู่อย่างเปิดเผยไม่ได้ มุดลงไปใต้ดินไม่ให้ใครรู้มันจะไปเสียหายอะไร มีนินจาจำนวนมากผันตัวไปทำงานให้กับรัฐบาล และก็ยังทำอยู่จนถึงปัจจุบัน เชื่อไหมล่ะครับว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้ฝึกนินจามืออาชีพเอาไว้ลอบสังหารนายพลผู้เกรียงไกร แม็ค อาร์เธอร์ แต่ก็ไม่สบโอกาส แม้ในปัจจุบัน วิชานินจาก็ยังมีสอนกันอยู่ในหมู่สายลับจำนวนมากมาย โดยเอาไปประยุกต์เข้าใช้กับวิชาของหน่วยสังหารสมัยใหม่ แม้แต่ซีไอเอก็ยังมีนินจาอยู่ในสังกัดด้วย นินจาไม่ได้อยู่รวมกันในหมู่บ้านบนภูเขาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ในทุกวันนี้ นินจาอาจจะถือโน้ตบุ้คเดินท่อมๆตามถนน แถมเดินชนกะคุณเข้าให้บ้างแล้วก็ได้ ใครจะรู้ล่ะ จริงไหม?

The short version of the origin of the Ninja


หนังสือเกี่ยวกับนินจาหลายๆเล่มกล่าวเอาไว้ใกล้เคียงกันว่า วิชานินจาถือกำเนิดมาจากจีนครับ ประมาณคริสศตวรรษที่ 6 ตรงกับราชวงศ์ถังของจีนพอดี ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธกำลังรุ่งเรืองในแถบนี้ การแพร่หลายของศานาเป็นเหตุให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้น จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นในสมัยนั้น ก็เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำนองเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย หรือ พระเจ้าถังไท้จงแห่งราชวงศ์ถัง พระองค์ได้ส่งศาสนทูตไปศึกษาดูงาน เอ๊ย.. เรียนรู้ และคัดลอกพระคัมภีร์ทางศาสนามาจากจีน


เหล่าศาสนทูตที่ไปศึกษาพระศาสนานั้น ไปแล้วก็ไม่ได้เรียนเฉพาะพระธรรมแต่อย่างเดียวนี่สิครับ แต่ยังเรียนวิชาความรู้อื่นๆเช่น การปรุงยา ดาราศาสตร์ การก่อสร้าง และวิชาการต่อสู้ติดตัวมาด้วย เราๆท่านๆคงจะคุ้นเคยกันดี กับภาพพระนักสู้จากวัดเสียวลิ้มยี่ของจีน เหล่าศานทูตได้ศึกษาซึมซับเอาวิทยายุทธอันลึกล้ำของจีนกลับมาด้วยไม่น้อย แต่อย่างว่าล่ะครับ วิทยายุทธประเภทลมปราณหรือกำลังภายใน มันเหลือความสามารถที่จะเรียนกันในระยะเวลาสั้นๆ เพาะต้องฝึกเพาะกันมาตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นที่เหล่าพระญี่ปุ่นได้เรียนกัน ก็เป็นประเภทเพลงดาบ การใช้ศาสตรวุธ วิชาตัดช่องย่องเบาอื่นๆ แต่แค่นั้นก็เหลือเฟือแล้วล่ะครับ


เมื่อกลับมาถึงญี่ปุ่น วิชาเหล่านั้นก็ถูกสอนวนเวียนเฉพาะในวัดเท่านั้น ยังไม่ได้กระจายออกสู่โลกภายนอก แต่เหมือนชะตาบันดาล ญี่ปุ่นในสมัยนั้น เต็มไปด้วยสงครามแย่งชิงอำนาจ ในยุคปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ผู้เดือดร้อนก็หนีไม่พ้นราษฎรตาดำๆหรอกครับ ชาวบ้านชาวช่องมักถูกทางการและโจรผู้ร้ายข่มเหงเอาเป็นประจำ เดือดร้อนหลวงพี่ผู้มีหน้าที่สงเคราะห์!โลกต้องออกหน้ามาช่วยบ่อยๆ ด้วยเหตุที่ว่าพระก็ต้องอยู่ส่วนพระ ทางโลกกับทางธรรมข้องเกี่ยวกันมากนักก็ไม่ได้ พระเหล่านี้เลนสอนวิชาการ่อสู้ให้กับชาวบ้านเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเสียบ้าง พระบางรูปก็ลาสิกขาบทจากพระศาสนา เพื่อละศีลปาณาปกป้องชาวบ้านตาดำๆ วิชานินจาเลยเริ่มแพร่หลายออกไปสู่โลกภายนอก แต่ตอนนั้นยังไม่เรียกนินจัตสึ และยังไม่มีนินจาครับ


ปัญหามันก็มีอยู่ว่า ชาวบ้านร้านถิ่นเรียนไปเฉพาะวิชาการต่อสู้น่ะสิครับ เรื่องขันติโสรัจจะ ธรรมะคือคุณากร อย่างที่หลวงพี่มีชาวบ้านหาได้มีไม่ ดังนั้นวิชาการป้องกันตัวจึงถูกดัดแปลงไปเป็นศาสตร์แขนงใหม่ ที่สามารถสังหารคู่ปรปักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ในช่วงนั้น นอกจากความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ข้อขัดแย้งระหว่างผู้นับถือพุทธและชินโตก็รุนแรงอยู่ไม่น้อย ในต้นศตวรรษที่ 12 ณ จังหวัดอิกะใกล้เกียวโตเมืองหลวงเก่า ได้มีการจัดตั้งสำนักสอนวิชานินจัตสึขึ้นแห่งแรก เป็นสำนักที่มีการสอนวิชานินจาครบวงจร และถือกันว่า นินจาสมบูรณ์แบบถือกำเนิดขึ้นจากที่นี่เป็นแห่งแรกครับ


Iga ninja and Koga ninja


ในยุคเซนโกกุ อันเป็นยุคแห่งการชิงอำนาจของไดเมียวผู้ยิ่งยง โอดะ โนบุนางะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และ โตกุกาว่า อิเอยาสึ นั้น นินจาได้เข้ามีบทบาทเป็นเงาอยู่เบื้องหลังการชิงอำนาจในครั้งนี้ เมื่อปี 1603 ที่โตกุกาว่า อิเอยาสึ ได้ขึ้นสู่อำนาจเป็นโชกุน หลังจากเผด็จศึกที่สมรภูมิเซกิกาฮาราได้ อาจกล่าวได้ว่า บทบาทของนินจาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ณ สงครามครั้งนี้เอง มีบันทึกอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์เอาไว้หลายเล่ม เช่น บันทึก"โฮโด โกไดคิ" ของตระกูลโฮโจ และ"อิรันกิ " ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของจังหวัดอิงะ ล้วนกล่าวถึงบทบาทสำคัญๆของนินจาเอาไว้อย่างชัดเจนครับว่า พวกเขา มีความสำคัญและชี้ชะตาคู่สงครามได้อย่างไร


ลอบเร้นจารกรรม สอดแนม และสังหาร


นินจาขึ้นชื่อด้านการทำจารกรรม การลอบเข้าปราสาทของข้าศึกโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว อย่างที่เราเคยเห็นในหนังนั้นก็มีครับ พรางกายด้วยผ้าลายกำแพงเอย มุดอยู่ในสระโดยหายใจด้วยปล้องไม้ไผ่เอย นินจามักใช้กลยุทธในการลอบเข้าปราสาทหรือค่ายแม่ทัพของข้าศึก ทีละคนละคน รอจนรวมกำลังครบชุดพวกเขาจึงเปิดฉากโจมตีแบบไม่ให้ข้าศึกรู้ตัว เป้าหมายก็มันเป็นไดเมียว ขุนนาง หรือแม่ทัพข้าศึกนั่นล่ะครับ นินจาที่ใช้วิธีนี้มักจะยินยอมสละแล้วซึ่งชีวิต ลงเปิดเผยตัวกลางดงดาบแบบนั้น โอกาสจะรอดกลับไปเห็นจะยากครับ ยุทธวิธีที่บ้าระห่ำแบบนี้มักใช้ได้ผลเสมอๆ จนเป็นที่ครั่นคร้ามของเหล่าไดเมียวไปตามๆกัน แต่ก็บ่อยครั้ง ที่นินจาถูกทหารยามจับได้ และลงมือสังหารก่อนที่จะปฏิบัติการ


นินจาที่มีชื่อที่สุด อยู่ที่หุบเขาอิงะ และโคงะ หรือปัจจุบันคือจังหวัดมิเอะนั่นเอง ปัจจุบันได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็น Original Homeland ของนินจา ในช่วงและหลังสงครามระหว่างสามผู้ยิ่งใหญ่ นินจาเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด โอดะ โนบุนางะ เองก็ชุบเลี้ยงนินจาโคงะเอาไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งนินจาทั้งหลายมาหมดบทบาทเอาหลังกบฏชิมาวาระ


กว่าจะได้เป็น "นินจา"


นินจานั้นฝึกกันยากมากมายขนาดไหน ปัจจุบันนั้นก็ยังเป็นปริศนาอยู่ เพราะสำนักนินจาที่มีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นนินจาพันธุ์ทาง ที่แปลงตัวเองมาเป้นศิลปการต่อสู้แขนงหนึ่ง ไม่ใช่วิชาสังหารเหมือนดังอดีตเสียแล้ว จากหลักฐานและคำบอกเล่าเท่าที่มี วิชาหลักๆที่นินจาต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกก็คือการฟังเสียง และการทำตัวให้เข้ากับความมืดครับ


ทำไมจึงต้องทำตัวให้เข้ากับความมืด?


แน่นอนครับ นินจามีภารกิจหลักคือการเร้นกายเข้าสังหารเป้าหมาย การจะกระโตกกระตากบุกเดี่ยวกลางดงโจรเหมือนที่ อาจารย์ หวงเฟยหง แห่งฝอซานทำนั้น นินจาทำไม่เป็นแน่ๆ การฟังเสียงของนินจานั้นเป้นเพียงเสี้ยวเล็กๆของการฝึกฝนกายและใจ โดยจะต้องฝึกกันมาตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้สายตาชินกับความมืด ชินกับความเงียบ รู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ จนกระทั่งเติบโตกลายเป็นนินจา คมเขี้ยวแห่งความมืดที่สมบูรณ์เมื่อเติบโตขึ้น


นอกจากโสตประสาท นินจายังต้องฝึกการเคลื่อนไหว การเดินเหินย่างเหยาะ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการหลบหนีข้าศึกที่ติดตามมา หรือแม้กระทั่งการไต่กำแพงแบบสบายๆ เหมือนกับเดินทอดน่องบนฟุตบาทเสียอย่างนั้น นินจามีฝีเท้าที่เบาหวิว พวกเขาสามารถเดินบนหิมะโดยที่แทบไม่เกิดรอยเท้า โดยอาศัยการฝึกจากการเดินเหยียบกระดาษบางเปียกๆ โดยไม่ให้เกิดรอยเท้าบนนั้น


กำลังแขนขาก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนินจาเหมือนกันครับ โดยมีไว้ห้อยโหน แนบตัวกับผนังกำแพง โดยใช้มือทั้งสองข้างดันผนังเหยียดตรง ซึ่งตรงนี้ก็ต้องใช้กำลังของข้อต่อมาช่วยอีกทีนึง เชื่อหรือไม่ว่า นินจามีวิธีการฝึกการดัดข้อต่อมาอย่างดี สามารถบิดโค้ง หรือพับได้ในลักษณะที่ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะทำได้ นี่กระมังครับ เป็นอีกเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้นินจาสามารถ"ล่องหน" ได้ อันว่าการล่องหนนี้ ไม่น่าจะใช่การหายตัวไปจริงๆ แต่น่าจะขดหรือม้วนอยู่แบบกลมกลืนกับ