2005/Oct/14

>>กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ณ
>>ประเทศที่มีรอยยิ้มมากที่สุดในโลกที่สาม
>>มีศาลาว่าการจังหวัดแห่งหนึ่งซึ่งประชาชนมาติดต่อราชการกันมากมาย
>>บรรดาพ่อค้าทั้งหลายต่างพากันยื้อแย่งแข่งขันเพื่อสัมปทานขายอาหารที่นี่
>>และ...เนื่องจากเรื่องนี้เป็นนิทาน
>>ทางจังหวัดจึงอยากให้การชิงสัมปทานเป็นไปด้วยความยุติธรรม
>>ดังนั้นงานประจำปีจึงถูกจัดขึ้นเพื่อให้ร้านค้ามาขายประชันกัน
>>น่าแปลกใจที่นับแต่อดีต ร้านที่มาแข่งขันต่างก็ขายแต่
>>"ข้าวมันไก่"
>>ซึ่งทางจังหวัดไม่สามารถแก้ไขได้แม้จะใช้มาตการต่างๆ
>>เช่น
>>ตั้งกองทุน SMEข้าวหมูแดง หรือจัดสัปดาห์ข้าวหน้าเป็ด
>>ถึงกระนั้นบรรดาพ่อค้าก็ยังคงยืนยันจะขายข้าวมันไก่อยู่นั่นเอง
>>
>>แล้วงานประจำปีก็มาถึง
>>แต่ละร้านเตรียมตัวกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น
>>ร้าน "ความหวังไก่" ที่มีพ่อค้าเป็นทหารเก่า
>>ร้าน "รสชาติพัฒนา" ที่มีเจ้าของร้านสองคน
>>ร้าน "ชาติไก่" ของพ่อค้าร่างสั้น ณ เมืองสุพรรณ
>>และร้านตัวเต็งสองร้านคือ "ประชาไก่น่ากัด"
>>ของอดีตครูประชาบาลลูกชาวบ้าน
>>กับอีกหนึ่งร้านใหม่ "ไก่รักไก่ (มหาชน)"
>>
>>ไหนๆก็ไม่มีทางเปลี่ยนพ่อค้าเหล่านี้ให้ขายอาหารประเภทอื่นได้แล้ว
>>ทางจังหวัดจึงอยากยกระดับข้าวมันไก่ให้กลายเป็นของขึ้นหน้าขึ้นตาของจังหวัด
>>พร้อมตั้ง "คณะกรรมการไก่ตอน" หรือ กกต.
>>ขึ้นเพื่อควบคุมการแข่งขัน และตรวจสอบคุณภาพไก่
>>
>>แต่แม้ว่า กกต. จะทำงานอย่างจริงจัง
>>คุณภาพของไก่ก็ยังแกว่ง
>>บางครั้งมีการนำไก่ไม่ดีมาแขวนไว้เตรียมขาย
>>กกต. ก็ต้องสอยไก่ที่แขวนไว้ในร้านไปเก็บ
>>แต่ถ้าเผลอ ทางร้านก็จะเอามาแขวนใหม่
>>ทำให้ต้องแขวนและสอยกันหลายรอบ
>>
>>ร้าน"ประชาไก่น่ากัด"
>>เป็นเจ้าของสัมปทานเก่าที่เข้ามารับสัมปทานขณะเกิดวิกฤตศรัทธาข้าวมันไก่
>>อย่างหนัก
>>ซึ่งว่ากันว่าวิกฤตนี้ต้นเหตุน่าจะมาจากร้าน
>>"ความหวังไก่" ที่ติดราคาไว้ 27 บาท
>>แต่พอเรียกเก็บเงิน
>>เจ้าของร้านจะบอกราคาด้วยนำเสียงอบอุ่นดังคนแก่ที่ใจดีที่สุดในโลกว่า
>>จานละ 59 บาทนะลูก นอกจากนี้
>>บรรดาลูกของเด็กเสิร์ฟยังชอบมากวนคนในร้าน
>>ลูกค้าก็ไม่กล้าโวย
>>เพราะเกรงเด็กเสิร์ฟปากร้ายนิสัยนักเลงคนนี้
>>ทำให้คนเข้าร้านน้อยลง และลูกจ้างก็พากันลาออก
>>แม้ว่าเมียเจ้าของร้านจะพยายามอุ้มช้างบูชาราหู ก็ไร้ผล
>>
>>ดังนั้นการเข้ามารับช่วงสัมปทานของร้าน"ประชาไก่น่ากัด"
>>จึงถูกใจชาวบ้านร้านตลาดมาก
>>เพราะเป็นร้านที่เปิดบริการมาหลายชั่วคน
>>อีกทั้งเจ้าของร้านก็เป็นคนที่น่านับถือ
>>สูตรน้ำจิ้มไก่ใส่น้ำผึ้งก็เด็ดขาด
>>การค้าช่วงแรกจึงราบรื่นดี
>>
>>แต่ภายหลังค่าแก๊ส ค่าไก่ มีราคาสูงขึ้น
>>กิจการเริ่มประสบปัญหา
>>จำนวนไก่ต่อจานน้อยชิ้นลง จานชามแตกหักสกปรก
>>พอถูกถาม เจ้าของก็บอกว่าไม่ทราบ
>>เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสับไก่กับคนล้างจาน
>>พอชาวบ้านถามคนสับไก่ก็จะได้คำตอบว่า
>>จำนวนชิ้นไก่จะขึ้นอยู่กับกลไกตลาด
>>ส่วนคนล้างจานก็บอกว่าช้อนส้อมจานชามเซ้งมาจากเจ้าของสัมปทานร้านที่แล้ว
>>เจอไม้นี้เข้า ชาวบ้านก็ได้แต่ทำตาปริบๆ
>>
>>การเปิดร้านของเถ้าแก่คนใหม่
>>ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีความหวังกับรสชาติที่แตกต่างออกไป
>>ตามสโลแกนของร้านที่ว่า "คิดไก่ ทำไก่"
>>เถ้าแก่คนใหม่ได้ปฏิวัติแนวทางการขายอย่างสิ้นเชิง
>>มีการนำหลักวิชาการตลาดเข้ามาช่วย
>>ทั้งการแบ่ง Market Segmentation
>>และนำโปรโมชั่นต่างๆมาล่อใจ
>>ไม่ว่าจะเป็นการ พักหนี้ข้าวมันไก่ 3 เดือนของลูกค้าเงินเชื่อ
>>หรือกินไก่ทั้งตัว ตัวละ 30 บาท
>>ผลก็คือทำให้ร้านนี้เป็นร้านที่คนเข้ามากที่สุดในงานประจำปี
>>แม้จะมีข้อสงสัยว่าโปรโมชั่นเหล่านี้จะเอาเงินมาจากไหน
>>แต่ได้ยินมาแว่วๆว่าเถ้าแก่ไม่สนใจหรอก
>>แค่ได้สัมปทานข้าวมันไก่นี้
>>หุ้นร้านแกก็ขึ้นหลายหมื่นจุดแล้ว...
>>
>>ปล. จบดีกว่า มันอันตรายยังไงไม่รู้ดิ


edit @ 2005/10/14 22:12:25

Comment

Comment:

Tweet


ไม่กินข้าวมันไก่แล้วคร้าบ........
#2 by (58.8.134.125 /unknown) At 2006-05-21 13:39,
เอ่อ มันเองไปทางการเมืองยังไงก็ไม่รุ นิทานเรื่องเนี๊ย
#1 by ✱Cho-ruN✱ At 2005-10-15 19:07,