2007/Mar/17

วันนี้ว่างมากกก นั่งตบยุงทั้งวันเลยอ่ะ เซง คับ
Entry นี้ ไม่ยาวหรอก ถ้าอยากอ่านยาวๆ
ก้อไปของเพื่อนบ้านละกัน
อ่านให้ตาลายไปเลย
ใคอยากได้ความรู้เกี่ยวกับอะไรก้อขอมาได้นะคับ
ถ้าไม่ยากเกินไปก้อจาหามาให้นะ

ปล. คิดถึงเพื่อนๆทุกคนค้าบ
ปล.2 ใครู้ว่าเวลาโดนแท็กแล้วต้่องทำไง
ช่วยบอกทีนะ พอดีทำมะเปงอ่ะ

2007/Mar/07

เอาตอนที่สองมาลงแล้วค้าบบบ

จากกลุ่มซากมัมมี่ของราชวงศ์ที่สิบสอง ค.ศ. 1960 นักโบราณคดีได้ทำการตรวจสอบมัมมี่สองร่าง ซึ่งขุดได้ที่เมืองไรฟา(Rifa) สิ่งที่หน้าสนใจเกี่ยวกับมัมมี่ทั้งสองนี้คือ
ปลายนิ้วถูกกรีดหนังออก แล้วลอกหนังกลับไปหุ้มเล็บไว้ทุกนิ้ว ซึ่งป้องกันไม่ให้เล็บหลุดหายจากกระดูกนิ้วภายหลัง เพราะผิวที่แห้งกรังจะรัดเล็บให้ติดอยู่กับกระดูกข้อนิ้วมือแน่น
และวิธีนี้ได้ถูกนำไปใช้ต่อๆกันไปในสมัยอณาจักรใหม่
ระหว่างสมัยกลางกับสมัยอณาจักรใหม่...ได้ศึกษามัมมี่จากร่างที่มีชื่อเสียงคือมัมมี่ของฟาโรห์ เซอเกนเร (Seqeneure) แห่งราชวงศ์ที่สิบเจ็ด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่พิพิทธภัณฑ์ไคโร
จากการตรวจสอบพบว่า ศีรษะของมัมมี่ร่างนี้ถูกจามด้วยขวานของข้าศึก (ที่มาจากแถบเอเชีย) ส่วนการทำมัมมี่ของฟาโรห์องค์นี้ ก็ทำกันอย่างรีบเร่ง เพราะอยู่ในช่วงสงคราม
ในสมัยราชวงศ์ที่สิบแปด ซึ่งชาวอียิปต์เก็บมัมมี่ได้ในอัตราสูง โดยผู้ทำมัมมี่ได้นำเอามันสมองออกก่อนเป็นอันดับแรก ; ตามบันทึกของเฮโรโดตันก็ระบุว่าต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก
การนำเอามันสมองออกจากศีรษะมีอยู่สองวิธีด้วยกันคือ เจาะกะโหลกศีรษะโดยตรง และการสอดท่อโลหะเข้าไปทางรูจมูกดูดเอามันสมองออกมา วิธีดูดมันสมองออกจากกระโหลกศีรษะโดยตรง
เป็นอารยธรรมระดับสูงของอียิปต์โบราณ โดยให้มันสมองไหลออกมาตามท่อสูญญากาศ...เท่าที่พบหลักฐานปรากฎว่า ชาวอียิปต์ใช้ท่อโลหะต่อเข้ากับลูกสูบ ที่สูบอากาศออกด้วยมือ
และภายในท่อเป็นสูญญากาศแล้วมันสมองก็จะไหลออกมาจนหมดสิ้น จากนั้นฉีดเรซินเข้าไปจนเต็ม น่าสังเกตว่าการเอามันสมองออกจากกะโหลกศีรษะนั้น นอกจากวิธีทั้งสองนี้แล้ว
ยังมีวิธีอื่นอีก เช่น ในรายของฟาโรห์อาโมซิสที่หนึ่ง (Amosis I) โดยการเจาะเข้าช่องคอซึ่งจะทำให้กระดูกคอหัก ส่วนในกระโหลกศีรษะใช้ผ้าลินินชุบเรซินอัดเข้าไปแทนสมองจนเต็ม
การศึกษาวิธีทำมัมมี่ของนักโบราณคดีในปัจจุบัน ได้มาจากมัมมี่ของฟาโรห์ในสมัยราชวงศ์แถบทั้งสิ้น จึงพอสรุปได้ว่าในการทำมัมมี่ในแต่ละรายต่างก็ใช้วิธีที่ทันสมัยที่สุด
ในแต่ละสมัย เช่น มัมมี่ของราชินีอาห์โมส เนเฟอร์ตารี ( Ahmose-Nefertari) ซึ่งสิ้นพระชนม์ในวัยสาว...ผู้ทำมัมมี่จึงได้นำเอาเส้นผมถักเป็นเปียขนาดเล็กจำนวน 20 เส้น อัดไว้กับ
หนังศีรษะแทนเส้นผมจริงเพื่อความสวยงาม วิธีนี้ได้ถูกนำไปใช้กับราชินีเตติสเฮริ (Tetisheri) ในสมัยปลายราชวงศ์ที่ 17 ส่วนมัมมี่ของฟาโรห์อเมนโนฟิสที่หนึ่ง ได้รับการห่อศพ
ใหม่ในสมัยราชวงศ์ที่ 21 โดยพระผู้ใหญ่ของวิหารอามุน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการแก้ออกเมื่อนักโบราณคดีขุดค้นเพื่อศึกษา แต่ก็ได้ทำการ X-rays เอาไว้เพื่อดูภายใน
สำหรับมัมมี่ฟาโรห์ธุตโมซิสที่หนึ่ง ได้มีการเตรียมศพแบบเฉพาะสำหรับยุคนั้น คือลำแขนทั้งสองจะถูกไขว้กันเมื่อจัดการห่อด้วยผ้าลินิน
สำหรับมัมมี่ฟาโรห์ธุตโมซิสที่สอง นั้นมีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือตรงบริเวณเนื้อเยื่อผิวหนัง จะมีรอยน้ำม้นเรซินเปื้อนอยู่ทั่ว และลักษณะนื้พบในมัมมี่ของฟาโรธุตโมซิสที่สาม
และกษัตริย์อเมโนฟิสที่ 2 ด้วย
ช่วงกลางราชวงศ์ที่ 18 ชางอียิปต์แก้ปัญหาการเก็บรักษาซากศพไว้ได้มากทีเดียว สภาพของผิวหนัง เนื้อ เส้นผม และแม้กระทั่งลูกนัยน์ตา วิธีทำมัมมี่ เพื่อรัาษาซากศพ
ให้อยู่ได้นานนับพันปีเช่นนี้ถูกนำไปใช้ติดต่อกันตลอดยุคอณาจักรใหม่ทีเดียว วิธีเก็บมัมมี่ได้ก้าวถึงสุดยอดของวิชาการด้านนี้ ในสมัยราชวงศ์ที่ 21 แม้การทำศพมัมมี่แต่ละราย จะแตกต่าง
กันบ้างในรายละเอียดปลีกย่อย แต่ก็แสดงให้เห็นชัดว่า ผู้ทำมัมมี่ต่างพยายามพัฒนาวิธีใหม่ๆ เพื่อให้การทำมัมมี่ได้ผลดียิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจของการทำมัมมี่ฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 19 คือการเก็บรักษาส่วนที่เป็นศีรษะไว้ได้อย่างดีเยี่ยม เพราะแม้ส่วนอื่นของร่างกายจะถูกทำลายหมดไป แต่ส่วนศีรษะยังมี
สภาพดีเสมอ ตัวอย่างเช่น มัมมี่ของฟาโรห์เซติที่ 1 มัมมี่ของพระองค์ได้รับการจัดทำเหมือนวิธีในสมัยราชวงศ์ที่ 18 แต่ฟาโรห์รามีเซส่ที่ 2 หาวิธีจำกัดใม่ให้ผิวหนังดำเกินกว่าที่ต้องการได้
การผ่าตัดจะใช้เวลานานมากกว่าปกติ ทั้งนี้เพื่อจัดการกับเครื่องใน และชำระช่องท้องให้สะอาดเสียก่อน ส่วนเส้นผมยังเหลืออยู่เป็นจำนวนมากแม้จะกลายเป็นสีเหลืองอ่อน ช่องจมูกและ
หูถูกอุดไว้ด้วยวัตถุที่ประกอบขึ้นด้วยน้ำมันเรซิน แต่บางทีก็ใช้หญ้าประเภทเฟิร์นแห้ง(Dried Lichens)
มัมมี่หญิงร่างหนึ่ง พบในสุสานของพระเจ้าอเมนโนฟิสที่ 2 มีสภาพแปลกกว่าที่พบมา คือ ที่เท้าทั้งสองข้างห่อด้วยผ้าลินินเป็นก้อนโต....ที่เท้าขวามีห่อเนื้อหนังคลุกสาตรอน
จนแห้งแข็ง ส่วนเท้าซ้ายเป็นห่อตับไตไส้พุง
ระหว่างสมัยราชวงศ์ที่ 21 ชาวอียิปต์ได้ก้าวถึงจุดสุดยอดในเทคนิคการทำมัมมี่ คือการใช้วัตถุบางชนิดอัดไว้ใต้ผิวหนัง เพื่อทำให้ร่างกายมองดูเหมือนอยู่ในสภาพเดิม
อย่างในมัมมี่ของโนจิเม็ท (Nojimet) ได้ใช้ผ้าลินินที่ห่อหุ้มขี้เลื่อยอัดเข้าไปตามช่วงแขนและขาแต่ต่อจากนั้นมาสิ่งที่อัดเอาไว้จะอัดตรงใต้ผิวหนังเลยทีเดียว ใบหน้าดูเต่งตึงโดยการอัด
ขี้เลื่อยเข้าทางปาก ดวงตาถูกแทนที่ด้วยหินพลอย ขนตาปลอมทำจากเส้นผม แขนทั้งสองจัดให้ยื่นตามข้างลำตัว แต่อย่างไรก็ดี สำหรับมัมมี่ของพระระดับสูงและพระผู้หญิงแห่งวิหารอามุน
นั้น มือทั้งสองจะแนบเข้าหาตรงช่วงท้อง
จากรายละเอียดที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าการทำมัมมี่เป็นอาชีพที่มีการแข่งขันสูง...สำหรับสมัยต่อมา และสมัยที่เรียกว่าสมัยปโตเลมีนั้น(Ptolemaic Period) การทำมัมมี่
เปลี่ยนแปลงไปโดยการใช้สารสีดำลักษณะเหนียวแข็งเหมือนยางมะตอยห่อหุ้มร่างกายไว้ สารนี้คือ ' Bitumen' และคำว่า 'มัมมี่' ก็เป็นคำที่มารจากภาษาอาหรับแปลว่า ยางมะตอย
แต่มีข้อเสียคือไม่อาจจะรักษาเนื้อหนังได้เพราะในระหว่างระยะเวลาการทำมัมมี่ประมาณ 70 วันอาจยังมีไข่และตัวอ่อนของแมลงยังมีชีวิตอยู่ได้
มัมมี่ในสมัยกรีก-โรมัน(Greco-Roman) การห่อด้วยผ้าลินินพิถีพิถันยิ่งกว่ามัมมี่ของสมัยอื่นๆส่วนผ้าที่ห่อก็มีจำสวนหลายผืน โดยพันตัดกันเป็นรูปข้าวหลามตัด สลับกันไป
ส่วนเล็บมือมัมมี่ในสมัยนี้ นิยมหุ้มด้วยแผ่นทองคำ เพื่อความสวยงาม ยิ่งกว่านั้นหากเป็นศพผู้หญิง จะมีแผ่นกรวยทองคำหุ้มถันทั้งสองข้างไว้ด้วย
ระยะเวลาในการทำมัมมี่ประมาณเจ็ดสิบวันนับจากวันตายจนถึงวันนำศพเข้าไปเก็บไว้ในสุสานนั้น...แต่เวลาที่ใช้ทำจริงใช้เวลาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง(เริ่มห่อวันที่35)เป็นระยะ
เวลาครึ่งหนึ่งของทั้งหมด จากบันทืกของเฮโรดดตัสกล่าวว่า ในระยะสี่วันแรกที่ผู้ตายเสียชีวิตลงนั้น ศพจะถุกหมักด้วยเกลือเพื่อป้องกันการเน่าเปื่อยก่อน เมื่อถึงวันที่สี่ต้องนำศพไปชำระใน
แม่น้ำไนล์ เป็นความเชื่อว่า ผู้ตายจะเป็นอมตะตลอดไป การชำระล้างศพนั้น...จะต้องให้ศพอยู่ในท่านั่งบนภาชนะคล้ายโอ่งแล้วรดน้ำลงมาจากศีรษะในขณะทำความสะอาด
บันทึกยังกล่าวถึงขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้
1.เล็บมือเล็บเท้า จะห่อหุ้มด้วยโลหะเสียก่อน แล้วจึงห่อทับด้วยผ้าลินิน เป็นกฎในสมัยนั้นต้องผ่านวิธีนี้ไปโดยสมบูรณ์เสียก่อน
2.การจัดการเกี่ยวกับศีรษะของศพตั้งแต่ช่วงคอขึ้นไป จะห่อด้วยผ้าลินินชุบน้ำมันดิบหรือน้ำมันเรซินให้เรียบร้อยก่อนจะให้พระทำพิธีส่งวิญญาณผู้ตาย
3.จากนั้นพระจึงทำพิธีส่งผู้ตายสู่ภพหน้าโดยระบุว่า ส่วนของศีรษะจะต้องรวมอยู่กับร่าง
4.ห่อมือและแขนเข้าด้วยกันซึ่งรวมกับเครื่องรางที่ใช้ปกป้องวิญญาณของผู้ตาย
5.การห่อมือและแขนรวมทั้งการใช้น้ำมันดิบหรือเรซินในการชุบผ้าลินินที่ห่อนั้นจะอธิบายไว้อย่างละเอียดและมากกว่าสมัยก่อนหน้านั้น
6.ขั้นสุดท้ายของการห่อพันมัมมี่ด้วยผ้าลินิน เป็นการห่อเพื่อรักษาร่างผู้ตายไว้เท่านั้นจะต้องอยู่ในลักษณะที่ผู้ตายสามารถใช้เท้าทั้งสองข้างเช่นเดียวกับตอนที่มีชีวิตอยู่
น่าสังเกตว่าบันทึกดังกล่าว ไม่ได้กล่าวถึงการทำซากศพให้แห้งไว้ก่อน จึงเชื่อว่าการทำมัมมี่ให้แห้งจะต้องทำก่อนวิธีที่กล่าวมานี้แน่นอน
กระดาษปาปิรุสจากเมืองธีบส์ ชื่อ ' รินด์ปาปิรี่' (Rhind Papyri)กล่าวถึงพิธีสวดสิบเจ็ดครั้ง ได้แก่ เปิดศีรษะของผู้ตาย 7 ครั้ง, เครื่องใน 4 ครั้ง, ขา 2 แขน 2 ครั้ง
และส่วนใหล่กับแผ่นหลังอย่างละครั้ง
หลักฐานที่ปรากฎในสมัยโรมันกล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในการทำศพมัมมี่นั้นสูงมาก ทายาทต้องจ่ายภาษีให้รัฐ หรือถ้าผู้ตายเคยทำประโยชน์ให้กับวิหาร ๆจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้
ภาพเขียนที่แสดงขั้นตอนการทำมัมมี่พบเห็นกันไม่ง่ายตามสุสานทั่วไปเว้นแต่ สุสามของฟาโรห์ Tjoi ในเมืองธีบส์ ซึ่งภาพจะบรรยายการทำมัมมี่สี่ภาพด้วยกัน จะเห็นการ
ขัดถูร่างของผู้ตายเพื่อทำการชะโลมน้ำมันเรซิน ขณะที่ยังร้อนอยู่ ในมือของผู้ทำมัมมี่จะเห็นมีถ้วยเล็กๆ สำหรับใส่เรซินจากหม้อใหญ่ที่เดือดอยู่บนเตา
การศึกษาเรื่องการทำมัมมี่ของชาวอียิปต์เป็นผลเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งแพ็ตตรีใช้วิธีในการศึกษามัมมี่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1898 โดนนำฟิล์ม X-rays
ที่ถ่าบจากในสุสานเมืองเดชาชา มาตีพิมพ์ และนอกจากจะทำให้มัมมี่ไม่ถูกทำลายแล้วยังทำให้การตรวจกระดูกและเนื้อต่างๆถูกต้องอีกด้วย นอกจากนี้เราสามารถ X-rays มัมมี่
แล้วนำมาอัดเป็นภาพสามมิติทที่ทำให้เห็นโครงสร้างทุกอย่างในสภาพจริงได้ การศึกษามัมมี่จึงก้าวหน้าขึ้นไปอีกมากทีเดียว

2007/Feb/11

เคยลงเรื่องปามานนี้มานานแล้ว แต่รู้สึกจายังไม่เคยลงเกี่ยวกะวิธีทำมัมมี่ (มั้ง)

วีนนี้ก้อเอามาลงให้ละกัน

ตามบันทึกของเฮโรโดตัส( herodotus) ที่เขียนไว้เมื่อห้าร้อยปีก่อนคริสตกาล ซึ่งได้มีการต่อเติมวิธีที่ใช้กันในสมัยอาณาจักรใหม่รวมเข้าไปด้วย (เป็นการปฏิบัติตามความทรงจำที่ได้
ถ่ายทอดต่อกันมา) ใจความของบันทึกบรรยายถึงวิธีการอยู่สามแบบที่ต่างกันในเรื่องความซับซ้อนและค่าใช้จ่าย
วิธีแรก...โดยการดึงเนื้อเยื่อสมองออกทางรูจมูก การผ่าตัดเอาตับไตไส้พุงออกมาทางรอยผ่าตรงสีข้าง การทำความสะอาดช่องท้อง และการเย็บแผลเข้าเช่นเดิม
จากนั้นนำซากขฃองผู้ตายไปคลุกด้วยนาตรอน(Natron) เป็นเวลาเจ็ดสิบวัน ก่อนจะล้างออกและห่อด้วยผ้าลินิน...บันทึกนี้มีข้อผิดอยู่คือ ระยะการเก็บรักษามัมมี่รวมเจ็ดสิบวันาจริง
แต่การนำศพไปคลุกด้วยนาตรอนนั้น...ใช้เวลาเพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น ; นาตรอนมีลักษณะเป็นผงแป้งละเอียด มีผลดึงดูดเนื้อเยื่อให้แห้งได้อย่างเหลือเชื่อ แต่การนำไปทำเป็นสารละลาย
จะให้ประสิทธิภาพน้อยกว่าการใช้ในลักษณะผง
วิธีที่สอง...จะมีการฉีดน้ำมัน(oil) เข้าไปในกระเพาะและลำไส้ของผู้ตาย พร้อมกับโรยแป้งทั่วร่างกายภายนอก ปล่อยน้ำมันให้อยู่ในกระเพาะและลำไส้ของผู้ตายสักระยะหนึ่ง
แล้วจึงจัดการสูบออก แต่ยังไม้ทราบชนิดของน้ำมัน ซึ่งจะทำให้ตับไตไส้พุงเน่าเหม็นละลายออกมากับน้ำมันตอนสูบออก และเป็นวิธีที่นำไปใช้กับการเก็บซากมัมมี่ของวัวอาพิส(Apis)มาแล้ว
วิธีที่สาม...เป็นวิธีที่ประหยัดที่สุด โดยทำความสะอาดศพด้วยวิธีธรรมดา แล้วทำให้แห้งด้วยการโรยผงนาตรอน จากนั้นห่อด้วยผ้าลินิน ; โดยไม่ต้องเอาตับไตไส้พุงออก
จากกลุ่มซากมัมมี่ของราชวงศ์ที่สิบเอ็ด...ไม่ได้มีการผ่าช่องท้องเพื่อเอาตับไตไส้พุงออก และมีการใช้น้ำมันเรซิน(Resin) ฉีดเข้าไปในกระเพาะและลำไส้ ขณะเดียวกันก็
โรยผงนาตรอนจนทั่วตัว จากการตรวจพบว่า อวัยวะภายในบางส่วนเน่าเปื่อยก่อนที่จะแห้งกรัง และในบางซากพบว่าร่างกายภายนอกก็เน่าเปื่อยจนเกือบหมด ; อาจเนื่องมาจากใช้
น้ำมันเรซินชะโลมภายนอกร่างกายแทนนาตรอน ทำให้เส้มผมและขนหลุดด้วย...ในช่องก่อนถึงสมัยอาณาจักรใหม่นั้น การเอาสมองออกจากศีรษะก่อนทำมัมมี่ยังไม่มีการทำกัน
มัมมี่อีกกลุ่มที่ผ่านการทำเป็นมัมมี่อย่างง่ายๆคือ กลุ่มที่เป็นทหารของฟาโรห์ เนบฮ์เพตร์ เมนตูโอเป (Nebhepetre Mentuhope) ทหารเหล่านี้ตายในสนามรบ ซึ่งถูกทำ
เป็นมัมมี่อย่างลวกๆ ก่อนห่อด้วยผ้าลินิน ; จะเห็นว่ามัมมี่กลุ่มนี้ มี่เม็ดทรายติดอยู่ตามผ้าลินินที่ใช้ห่อเป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่าหลังจากห่อศพด้วยผ้า แล้วนำไปฝังไว้ใต้ผืนทรายร้อน
กลางทะเลทรายระยะหนึ่งก่อน เพื่อให้แห้งสนิท แล้วจึงค่อยนำมาเก็บไว้ในสุสานต่อไป จะเห็นว่าเป็นวิธีที่ประหยัดสำหรับคนจน แต่ก็มีผลดีต่อการรักษาร่างในสภาพมัมมี่ได้นานเช่นกัน
ส่วนเครื่องในที่นำออกมาจากศพนั้น จะถูกนำไปใส่ภาชนะลักษณะคล้ายโถที่เรียกว่า 'โถคาโนปิค' (Canopus) จากบริเวณสุสานในเมืองธีบส์ นักโบราณคดีพบเครื่องมือใน
การทำมัมมี่หลายอย่างซึ่งถูกทิ้งไว้หลังจากทำมัมมี่ที่มีชื่อว่า 'Ipy' เครื่องมือเหล่านี้อยู่ห่างจากตัวสุสานไม่มากนัก...การพบเครื่องมือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะผู้ทำมัมมี่ ต้องการฝังไว้
ใกล้สุสานผู้ตายเนื่องจากเครื่องมือต่างๆ ก็ติดเนื้อหนังและอวัยวะของผู้ตายอยู่บ้าง ผู้ทำมัมมี่จึงวางทิ้งไว้เพื่อให้ร่างผู้ตายใช้ชีวิตในโลกหน้า;มีความสมบูรณ์มากขึ้น
ส่วนการวางเครื่องมือทำมัมมี่ไว้ในสุสาน ถือเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะเครื่องมือดังกล่าวถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ จึงต้องนำไปฝังไว้นอกสุสานแต่ไม่ห่างเกินไปนัก ซึ่ง
เป็นความเชื่อของอียิปต์โบราณด้วยที่ว่า หากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แม้ผิวหนังหรือเส้นผมเล็กๆตกไปอยู่ในมือของฝ่ายศัตรู โดยอาจจะถูกเวทมนต์เป็นอันตรายแก่ศพผู้ตายได้
เครื่องมือทำมัมมี่ไอปิที่นักโบราณคดีค้นพบ มีทั้งเศษผ้าลินิน ผงนาตรอนที่เหลือ น้ำมัน ขี้เลื่อย และโต๊ะผ่าตัดเปรอะน้ำมันที่ใช้ในการทำมัมมี่

นี่แค่ตอนแรกนะคับ เดวว่างๆ จาเอามาต่อให้ ช่วงนี้มีสอบอ่ะ สักอาทิดหน้าละกันนะ

อ่านแล้วก้อฝากเม้นกันด้วยนะคร้าบบบ